แกรมมี่ โกลด์

posted on 15 Sep 2008 13:36 by thaicultrue-thaisong in company

แกรมมี่ โกลด์

แกรมมี่ โกลด์ customer centric ให้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

 

บริษัทแกรมมี่ โกลด์ มีแผนที่จะนำเพลงลูกทุ่งเข้าไปบุกในตลาดภาคใต้มากขึ้น เนื่องจากยังเป็นตลาดเดียวที่บริษัทยังไม่ได้เข้าไปเปิดตลาดอย่างจริงจัง เหมือนกับตลาดในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ เป็นอย่างมาก เพราะมีลูกค้าติดตามเพลงและผลงานของนักร้องเพลงลูกทุ่งที่อยู่ในสังกัดเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้มากที่สุดอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความเป็น “customer centric” ให้มากยิ่งขึ้น โดยกลยุทธ์ที่จะนำเข้าไปนั้นมีทั้งหมด 3 ด้าน คือ การผลิต การโปรโมต และจัดจำหน่าย ซึ่งต้องทำอย่างมีแผนและให้สอดคล้องกัน

โดยในส่วนของแผนการผลิตแกรมมี่ โกลด์ จะเน้นในเรื่องของการสร้าง content และ talent ที่จะสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนมากขึ้น เพราะวิธีการนี้บริษัทจะมีการลงรายละเอียดทั้งในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อให้รับรู้ถึงไลฟ์สไตล์ในการฟังเพลง เนื่องจากผู้ฟังในกลุ่มภาคใต้จะนิยมฟังเพลงเพื่อชีวิตเป็นอันดับหนึ่ง เพลงลูกทุ่งเมืองเป็นอันดับสอง และแนวเพลงพื้นบ้านเป็นอันดับสาม ขณะที่ภาคอื่นเทรนด์การนำในตลาดจะแตกต่างออกไป

นอกจากนี้ ในส่วนของแผนโปรโมต บริษัทจะนำเสนอในแบบ Through the line โดยจะทำทั้งในส่วนของอะเบิฟ เดอะ ไลน์ ที่จะมีการนำเอามีเดียในลักษณะของ Mass Media เข้าไปใช้ และบีโลว์ เดอะ ไลน์ ซึ่งบริษัทได้เตรียมส่งศิลปินลงไปพบกับประชาชนในภาคใต้ในการทำกิจกรรมการกุศลร่วมกับชุมชนและสื่อท้องถิ่น ขณะที่การจัดจำหน่ายจะมีทั้งรูปแบบ physical ซึ่งผ่านทั้งแผง ร้านค้า หรือ ดีเจ รวมถึง ดิจิตอลโมบาย

ทั้งนี้ บริษัทยังได้มีการใช้กลยุทธ์ในการสร้าง Brand Loyalty  อีกด้วยซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ได้มีการทำมานานโดยทำผ่านแบรนด์ ครูเพลง-อาจารย์นักดนตรี และแบรนด์ศิลปิน หรือนักร้องต่างๆ โดยในปีนี้บริษัทยังจะได้มีการเพิ่มนักร้องที่อยู่ในสังกัดเพิ่มเป็น 30 คน จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 26 คน ทั้งนี้เพื่อสร้างการ รับรู้ให้กลุ่มผู้ฟังเพลงได้รู้จักแกรมมี่ โกลด์ มากขึ้นอีกด้วย

 

ปัจจุบันแกรมมี่ โกลด์นับเป็นผู้นำตลาด เพลงลูกทุ่งในภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคอีสานนับเป็นภาคที่บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด เนื่องจากภาคอีสานมีจำนวนประชากรและพฤติกรรมการซื้อเพลงลูกทุ่งมากที่สุด โดยแกรมมี่ โกลด์มีส่วนแบ่งอยู่ 75%, อาร์สยาม 10% และรายย่อย 15% ขณะที่ภาคกลางและภาคเหนือมีสัดส่วนใกล้เคียงกันแกรมมี่ โกลด์มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 70%, อาร์สยาม 20% และรายย่อยอีก 10%

ขณะที่ภาคใต้ แกรมมี่ โกลด์มีส่วนแบ่งตลาด 36%, อาร์สยาม 37% และรายย่อยอีก 27% ซึ่งถือเป็นภาคเดียวที่บริษัทมีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 2 ทำให้ในปีนี้บริษัทจึงต้องทำการรุกตลาดมากขึ้นเพื่อดันให้เป็นผู้นำตลาดในภาคนี้ให้ได้ โดยแกรมมี่ โกลด์ตั้งเป้าว่าใน 1 ปีจะต้องเติบโตขึ้น 5-10% คือมีส่วนแบ่ง 40-45% และเป็นผู้นำในตลาดภาคใต้หลังจากที่ในปีนี้ได้มีการเข้าไปบุกตลาดมากขึ้น

สำหรับรายได้ในส่วนของกำไรที่ได้รับที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ หากเปรียบเทียบระหว่างเพลงลูกทุ่งกับเพลงสตริง บริษัทถือว่า กำไรของเพลงลูกทุ่งมีมูลค่ามากกว่า เนื่องจากเพลงลูกทุ่งจะมีช่วงระยะเวลาทำตลาดนาน ถึง 18 เดือนในขณะที่เพลงสตริง มีช่วงเวลาในการทำตลาดเพียง 4 เดือน

นอกจากนี้ ในเรื่องของสินค้าถูกละเมิดลิขสิทธิ์นั้น เพลงลูกทุ่งก็ยังได้รับผลกระทบน้อยกว่า และมีการขาดทุนน้อยกว่าเพลงสตริง ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เพลงลูกทุ่งมีกำไรมากกว่าเพลงสตริง เช่นเดียวกับ ความเสี่ยงในการขาดทุนระหว่างเพลงสตริงกับเพลงลูกทุ่ง เนื่องจากเพลงลูกทุ่งจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าในการทำให้ศิลปินเป็นที่นิยม แต่ถ้าหากจะขาดทุนจริงก็อยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งหากเปรียบเทียบกับศิลปินใหม่เพลงสตริงมีความเสี่ยงในการขาดทุนสูงถึง 90% ศิลปินเก่า 50%

 

ทั้งนี้ ในส่วนของภาพรวมตลาดเพลงลูกทุ่งในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่าลดลง เนื่องจากปัญหาภายในประเทศที่มีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจ หรือการเมืองทำให้ในปีนี้คาดว่ารายได้รวมของตลาดจะลดลงเหลือ 1.5

พันล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 2.0-2.5 พันล้านบาท โดยแกรมมี่โกลด์มีส่วนแบ่งตลาด 65% รองลงมาเป็นอาร์สยาม 19% และค่ายย่อยอื่นๆ อีก 16% แต่อย่างไร ก็ตาม คาดว่าภายในสิ้นปีบริษัทจะมีส่วนแบ่ง ตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 70% หลังจากที่ได้มีการบุกตลาดเพิ่ม รวมไปถึงในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมารายได้ในส่วนของดิจิตอล มิวสิคก็สามารถทำรายได้ถึง 10% แล้วจากรายได้รวมทั้งหมดของแกรมมี่แล้ว

www.gmmgrammy.co.th

 

edit @ 15 Sep 2008 16:19:03 by thaicultrue-thaisong

Comment

Comment:

Tweet